หวานนอกขมใน

หวานนอกขมใน

อันหวานนอกบอกว่าน่าขมใน
อย่าท้อใจใคร่ลิ้มชิมสักหน
ปลายลิ้นแตะนั่นแหละดีอยู่ที่ตน
รสหวานล้นค้นได้จริงสิ่งรู้มา
สัมผัสบ้างข้างลิ้นไซร้ได้รสเปรี้ยว
ไม่ทันเคี้ยวเค็มเอี่ยวด้วยช่วยค้นหา
ก่อนจะกลืนลื่นลงไปคล้ายกินยา
จึงรู้ว่าหน้าหวานนอกหลอกขมใน

ผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่งย่อมบ่งบอกให้เรารู้ว่า อาหารจานนี้จะต้องเน้นที่ 2 รสดังนี้

กล่าวคือ รสเปรี้ยวรสหนึ่งและรสหวานอีกรสหนึ่ง
ทั้งนี้ก็จะมีรสเค็มอีกรสหนึ่งที่แอบแฝงอยู่
ปลา 3 รสจานหนึ่งเป็นรายการอาหารที่ดูเหมือนจะคลุมเครือบ้าง
แต่สำหรับคนไทยแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่แอบแฝง
เพราะจะรู้กันโดยทั่วไปว่า ปลา 3 รสจานนี้ต้องมี 3 รสเป็นจุดเด่นดังนี้
กล่าวคือ รสเปรี้ยว รสหวาน และรสเค็ม 3 รสอย่างครบเครื่อง
แต่บางคนก็อาจจะเพิ่มรสเผ็ดตามประสาคนไทยเข้าไปผนวกด้วย
ทั้งนี้ไม่เคยได้ยินว่ามีอาหาร 4 รสจานโปรดจานหนึ่งซึ่งมีรสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็มและรสขมอย่างครบครัน
คงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขม
นอกจากอาหารที่มีรสขมเป็นรสเด่น เช่น ผัดสะตอ ต้มมะระ และสะเดาลวกกับน้ำปลาหวาน (นี่ก็แปลกนะ เพราะว่าน้ำปลาก็ต้องเค็ม แต่กลับเน้นที่รสหวานของน้ำตาล คงต้องการจะใช้รสหวานเพื่อกลบรสขมก็เป็นได้ โดยเราจะรับรู้รสหวานที่ปลายลิ้นก่อนที่เราจะรับรสขมที่โคนลิ้น)
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้จะกล่าวถึงรส 4 รสที่เป็นสากล คือ รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม และรสขมตามที่เรารับรู้ได้ ณ บริเวณต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราฉะนั้น
ธรรมชาติมีความละเอียดอ่อนเป็นที่สุด
ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาซึ่งรวมทั้งการลิ้มรสของเราด้วยนั้นล้วนแต่มีจุดประสงค์ในการปฏิบัติที่สะดวก เหมาะสม และพึงกระทำทั้งสิ้น
ถ้าไม่คิดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่นานนับอย่างน้อยหลายพันปีมนุษย์ควรจะลองลิ้มรสสิ่งต่าง ๆ ด้วยการเลียอย่างแผ่วเบา
กล่าวคือ เราจะต้องใช้บริเวณปลายลิ้นซึ่งเป็นแหล่งที่บอกรสหวานเลียหรือสัมผัสสิ่งนั้น ๆ อย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้เราจะรับรู้รสเค็มรสหนึ่งและรสเปรี้ยวอีกรสหนึ่งแถว ๆ ข้าง ๆ ของลิ้น
กว่าที่เราจะรับรู้รสขมได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นผ่านไปยังบริเวณโคนลิ้นซึ่งเป็นส่วนที่ตอบสนองต่อรสขมนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่า “หวานที่ปลายลิ้นแต่ขมที่โคนลิ้น”
คำกล่าวนี้จะเปรียบเชิงรูปธรรมโดยตรงกับสำนวนสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “หวานนอกขมในหรือหวานนอกแต่ขมใน”
อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมจะสื่อความหมายที่แตกต่างไปจากความหมายเปรียบเทียบโดยนัยตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปดังนี้
สำนวนหวานนอกขมในสำนวนนี้สื่อให้เรารู้ดังนี้
กล่าวคือ การแสดงออกมาภายนอกนั้นดูดีดูงาม แต่ในใจนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสื้นเชิง
อันที่จริง ก็มีความหมายที่คล้าย ๆ กับสำนวนอีกสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “ปากหวานก้นเปรี้ยว”
ทั้งนี้สื่อให้เรารู้ว่า เป็นการพูดหวานแต่หาจริงใจไม่
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกันโดยอนุโลมหัวเรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้ที่เราเน้นถึงตำแหน่งการรับรู้รสต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราก็น่าจะพอรับได้
ณ ขั้นนี้เราอาจจะคิดกันว่าประสาทการรับรู้รสทั้ง 4 รสของเรานี้เป็นสิ่งที่เราจะเชื่อได้อย่างแท้จริง
แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
อย่างน้อยแม้แต่อุณหภูมิของอาหารก็ยังมีส่วนต่อการลิ้มรสอาหารของเรา
แท้จริงแล้วตัวเรานั่นแหละที่จะหลอกตัวของเราเอง
สมมติ เรากินส้มที่หวานผลหนึ่งโดยเราเลือกกิน 3 ช่วงของเวลาดังนี้
กินส้มก่อน แล้วคั่นด้วยการกินน้ำตาล กินส้มอีกครั้ง แล้วสลับด้วยการชิมมะนาว 1 ชิ้น แล้วจึงตบท้ายด้วยส้มผลเดิมนั้น
ทั้งนี้เราจะบอกว่า รสชาติของส้มผลนี้ใน 3 ครั้งนั้นแตกต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเชื่อการลิ้มรสของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร
นอกจากนี้ แม้แต่กลิ่นก็ยังมีผลต่อการลิ้มรส
ดังนั้น บางคนจึงกินยาที่มีรสแปลก ๆ ที่ตัวเองไม่ชอบพร้อมกับบีบจมูกเพื่อไม่ให้รับรู้กลิ่น
ผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะชอบของขมและบอกกันดังนี้
“ผู้สูงอายุกินของขมเก่ง”
แท้จริงแล้วเมื่ออายุมากขึ้น ๆ ประสาทที่เคยไวต่อรสขมกลับเสื่อมลงก็เป็นได้
เรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้จึงจบลงอย่างเรียบง่ายฉะนี้

หวานหรือไม่หาใครรู้
หวานหรือไม่ใคร่รู้     ลองชิม
หากแต่ว่าข้าฯ ลิ้ม     บ่ได้
เหล็กแกร่งแฝงสนิม ซ่อนไว้ ในตัว
เป็นเช่นนี้แล้วไซร้    ใคร่รู้ เจ็บทรวง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
14 ธันวาคม 2553

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s